in Politics

How to Deal with China

เราจะรับมือจีนอย่างไร

ช่วงก่อนเลือกตั้งปี 69 ผมมีโอกาสคุยกับผู้เชี่ยวชาญด้านจีนรายหนึ่ง ซึ่งบอกกับผมว่า

“จริงๆ แล้วนโยบายต่างประเทศของไทยมีแค่ข้อเดียวคือ How to Deal with China”

ผมฟังแล้วก็ได้แต่ขบคิดและสงสัยเก็บไว้ในใจ

จนได้มาเป็น ส.ส. ได้มาทำงานพบปะผู้คนในวงกว้าง เจอคนในหลายภาคส่วนทั้งเกษตร อุตสาหกรรม ค้าปลีก บริการ เจอตั้งแต่ชาวสวนไปจนถึงซีอีโอบริษัทใหญ่ในตลาดหลักทรัพย์ ก็เริ่มได้ข้อสรุปกับตัวเองว่า

“ไม่ว่าคุณจะเป็นใครในประเทศนี้ ไม่ว่าอยู่ในอุตสาหกรรมไหน ไม่ว่าจะเป็นบริษัทใหญ่หรือคนตัวเล็ก คุณจะต้องเจอปัญหาอะไรบางอย่างที่เกี่ยวกับจีนแน่ๆ”

ปัญหาที่ว่านั้นหลากหลาย ตั้งแต่ธุรกิจเดิมที่ทำมาตั้งแต่รุ่นปู่ย่าอยู่ไม่ได้เพราะเจอสินค้าจีนข้ามพรมแดนมาตีตลาด รถ EV จีนแทบไม่ใช้ชิ้นส่วนในไทย สินค้าเกษตรเจอล้งจีนกดราคา นักท่องเที่ยวจีน ทัวร์ศูนย์เหรียญ บริษัทก่อสร้างจีน ขยะอุตสาหกรรม ไปจนถึงเรื่องใกล้ตัวอย่างคนจีนมาเช่าบ้านอยู่ใกล้ๆ ให้ลุ้นตลอดเวลาว่านี่เป็นแก๊งจีนเทามาอยู่ข้างบ้านหรือไม่

เบื้องหลังนโยบายแข็งกร้าวต่อจีนของ Donald Trump มาจาก หนังสือชื่อ Death by China ของ Peter Navarro ซึ่งภายหลังเขาเข้าไปรับตำแหน่งในรัฐบาล Trump ด้วย ผมคิดว่าชื่อหนังสือ Death by China นั้นสะท้อนสิ่งที่อยู่ในใจ Navarro และคนอเมริกันเป็นอย่างดี

แต่บริบทของสหรัฐอเมริกานั้นแตกต่างไปจากไทยพอสมควร

กรณีของอเมริกา-จีนนั้นเป็นการแข่งขันกันของสองขั้วมหาอำนาจที่มาประชันกัน (ถ้าเราเชื่อในทฤษฎี Thucydides Trap ว่าจะมีมหาอำนาจใหม่มาท้าทายมหาอำนาจเดิม)

แต่กรณีของไทยนั้น ผมคิดว่าต่างไป 2 ประเด็นใหญ่ๆ คือ

  1. พลังอำนาจของไทยกับจีน เทียบกันไม่ได้เลย จีนเป็นมหาอำนาจโลกอย่างไม่ต้องสงสัย ในขณะที่ไทยเป็นประเทศขนาดกลาง (middle power)
  2. ระบบรัฐไทยอ่อนแอลงมากในรอบ 10 กว่าปีให้หลัง (เราอาจนับช่วงรัฐประหาร 2557 เป็นต้นมา) ภาวะอ่อนแอของรัฐไทย เริ่มน่าเป็นห่วงว่าจะเข้าขั้น failed state ไหม แต่ที่แน่ๆ คือมันอ่อนแอจน “จีนเทาแฮ็กระบบรัฐไทย” ได้ไม่ยาก ผ่านการจ่ายสินบน คอร์รัปชันให้เจ้าหน้าที่รัฐไทย ดังที่เราเห็นจากข่าวต่างๆ เช่น โรงงานจีนแอบทิ้งกากของเสีย ไปจนถึงคดีพ่อทิพย์ โกงสัญชาติ ทั้งหมดนี้แสดงให้เห็นว่าปัญหาฝั่งหนึ่งก็มาจากเจ้าหน้าที่รัฐไทยเองนี่ล่ะ

ในรอบ 2-3 เดือนที่ผ่านมา ผมสังเกตว่าอารมณ์ความรู้สึกของคนไทยต่อคนจีนเปลี่ยนไปมาก จากเดิมเราอาจมองแยกกันว่าเป็น “จีนดี/จีนเทา” แต่ตอนนี้เหมือนมันกลายเป็นคนไทยจำนวนมาก แสลงใจกับคำว่า “จีน” ไปทั้งหมดแล้ว

เราเริ่มเห็นข้อเสนอให้ “ปิดประเทศ” ซึ่งผมว่าเป็นสัญญาณที่น่ากลัวของการเหยียดเชื้อชาติที่กำลังก่อตัวขึ้นมา (และในทางปฏิบัติ เราไม่มีทางปิดประเทศ แยกตัวทางเศรษฐกิจออกจากโลกได้อยู่แล้ว)

ดังนั้นเราต้องกลับไปที่คำถามในบรรทัดแรกสุดว่า แล้วเราจะอยู่กับจีนอย่างไรดี

“How to Deal with China”

ในมุมของผมแล้ว คิดว่าต้องทำทั้ง 2 อย่างควบคู่กันไป

อย่างแรกคือ รัฐไทยเองต้องเข้มแข็ง ข้าราชการตั้งใจ ไม่ทุจริต คอร์รัปชัน ไม่เป็นจุดอ่อนให้จีนเทาเข้ามาแทรกซึมได้ การที่ภาครัฐไทยเข้มแข็งยังจะช่วยแก้ปัญหาอื่นๆ ของประเทศได้ด้วย ไม่ว่าจะเป็นปัญหามาเฟียชาติอื่นๆ หรือปัญหาด้านอาชญากรรมที่เกิดจากคนไทยเอง เรื่องนี้พรรคประชาชนเคยเสนอไปแล้วในนโยบาย “ปฏิรูปรัฐ” ตั้งแต่ตอนเลือกตั้ง

อย่างที่สอง เราสามารถใช้วิถีทางการทูตเชิงรุกเข้าช่วยได้อีกทาง แน่นอนว่าประเทศจีนกับประเทศไทยยังมีความสัมพันธ์อันดีกันในระดับรัฐต่อรัฐ แต่เมื่อคนจีนออกมาสร้างปัญหานอกประเทศ เราก็จำเป็นต้องได้รับความช่วยเหลือจากฝั่งรัฐบาลจีนด้วย (ตัวอย่างที่ชัดเจนคือ รัฐบาลจีนเคยส่ง หลิวจงอี้ มาแก้ปัญหาเรื่องคนจีนถูกลักพาตัวไปยังศูนย์สแกมเมอร์ข้ามพรมแดน)

เราคิดว่าโมเดลนี้สามารถใช้งานได้ผล และช่วยให้สายสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองประเทศดีขึ้นในระยะยาว พรรคประชาชนก็เคยใช้วิธีการเข้าไปหารือกับสถานเอกอัครราชทูตจีนมาก่อนแล้ว ในเรื่องปัญหาสารพิษแม่น้ำกก ซึ่งเป็นปัญหาข้ามพรมแดน

ผมคิดว่าการเข้าไปหารือปัญหากับรัฐบาลจีนอย่างสร้างสรรค์ ช่วยกันจับมือทำงานแก้ปัญหา บวกกับทำรัฐไทยเองให้เข้มแข็ง ปิดจุดอ่อนไม่ให้จีนเทาเข้ามาแทรกแซง น่าจะเป็นวิถีทางออกเดียวในการแก้ปัญหา How to Deal with China ที่กำลังรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ในสังคมไทย