in Technology

New World of Software Building

หลังจากโมเดลเขียนโค้ดเริ่มทำงานได้ดีขึ้นมากในช่วงครึ่งหลังของปี 2025 (เราอาจนับจุดเริ่มต้นที่ Claude Code เปิดตัวต้นปี 2025 แล้วค่อยๆ ดีขึ้นอย่างรวดเร็ว) ส่งผลให้บริษัทเทคจำนวนมากเริ่มมองเห็นแล้วว่า วิธีการพัฒนาซอฟต์แวร์เปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง และเริ่มทยอยประกาศปลดพนักงานออกด้วยเหตุผล “กำไรดี แต่มี AI มาแทน” กันตั้งแต่ต้นปี 2026 เป็นต้นมา

บริษัทส่วนใหญ่ออกมาประกาศสั้นๆ ว่า “เราจะปลดคนนะ เพราะโลกเปลี่ยนไปแล้ว” แต่มีบริษัทหนึ่งที่ปลดคนเหมือนกัน แล้วเขียนเหตุผลมายาวมาก ละเอียดมาก นั่นคือ GitLab เจ้าพ่อแห่งวงการ CI/CD

ประกาศปลดคนของ GitLab บอกว่าจะปิดสำนักงานในต่างประเทศ ลดลำดับชั้นของสายบังคับบัญชา ปรับโครงสร้างทีม และกระบวนการภายใน อันนี้เหมือนกับบริษัทอื่นๆ ทั่วไป

สิ่งที่ต่างคือ GitLab จั่วหัวของประกาศนี้ว่า “GitLab Act 2” พูดชัดว่าเส้นทางบริษัทกำลังก้าวเข้าสู่ “องค์ที่สอง” พร้อมกับเขียน “ความเชื่อ” (Our Core Beliefs) อธิบายว่าโลกที่เปลี่ยนไปน่ะ มันหน้าตาเป็นอย่างไร

โลกใหม่ (The world we’re building for)

GitLab อธิบายถึงอนาคตของวิศวกรรมซอฟต์แวร์ ว่าประกอบด้วย 3 ความเชื่อหลัก

  1. ซอฟต์แวร์จะถูกสร้างโดยเครื่องจักร ที่ควบคุมโดยมนุษย์ (Software will be built by machines, directed by people.)
    AI จะทำหน้าที่วางแผน เขียนโค้ด รีวิว ดีพลอย แก้ไขบั๊ก ส่วนมนุษย์จะยังทำหน้าที่วางสถาปัตยกรรม ทำความเข้าใจปัญหาของลูกค้า ตัดสินใจเวลาต้องมี tradeoff ซึ่งเป็นงานที่สำคัญกว่า
  2. โลกยุค AI จะเพิ่มความต้องการใช้ซอฟต์แวร์ขึ้นอีก (The agentic era multiplies demand for software.)
    ตลอด 2 ทศวรรษที่ผ่านมา ซอฟต์แวร์ทำหน้าที่เป็นตัวทวีคูณ (force multiplier) ให้กับโลกธุรกิจ ภายใต้ข้อจำกัดหลักว่าการสร้างและบริหารจัดการซอฟต์แวร์ใช้เงินทุนและเวลาสูง แต่ AI กำลังทำให้ข้อจำกัดนี้หายไป เมื่อต้นทุนค่าสร้างซอฟต์แวร์ถูกลง ความต้องการใช้งานจะเพิ่มขึ้นมาก ผู้สร้างซอฟต์แวร์ (builder) จะเพิ่มจำนวนขึ้นตามไปด้วย
  3. วิศวกรจะต้องเป็นผู้แบกรับ (The consequential work belongs to engineers.)
    งานวิศวกรรมนั้นกว้างกว่าแค่การเขียนโค้ด เพราะครอบคลุมไปถึงการแก้ปัญหา (problem solving) การออกแบบระบบ การหาเหตุผลที่ระบบล่ม การเพิ่มความสามารถใหม่ในระบบสำคัญโดยไม่พัง การต้องตัดสินใจในสถานการณ์ที่คลุมเครือ ทักษะเหล่านี้จำเป็นมากในโลกยุค agentic และวิศวกรที่มีทักษะเหล่านี้จะยิ่งหายากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อปริมาณซอฟต์แวร์เพิ่มขึ้นแบบทวีคูณ

สถาปัตยกรรมใหม่ (The architectural bets we’re making)

เมื่อโลกของการสร้างซอฟต์แวร์เปลี่ยนไป แพลตฟอร์มยุคเก่าไม่ได้ออกแบบมาสำหรับ ‘สเกล’ มหาศาลระดับนี้ (machine scale) และเริ่มรับไม่ไหว (GitHub ก็เจอปัญหานี้) ทำให้ GitLab ต้องสร้างแพลตฟอร์มยุคใหม่ ลงทุนในเรื่องพื้นฐานแต่จำเป็น ได้แก่ security, performance, scalability, reliability, user experience

แพลตฟอร์มใหม่ของ GitLab มีแนวทางด้วยกัน 5 ข้อ ได้แก่

  1. โครงสร้างพื้นฐานที่รองรับเครื่องจักรจำนวนมากได้ (Machine-scale infrastructure.) 
    agent เรียกใช้งาน Git ทีเดียวมากๆ ไม่ว่าจะเป็น merge request, pipeline, commit ซึ่ง Git ไม่ได้ถูกออกแบบมาให้รองรับโหลดเยอะขนาดนี้ ทำให้ทีม GitLab ต้องปรับโครงสร้างของ Git ใหม่ เลิกใช้สถาปัตยกรรมแบบ monolith เปลี่ยนมาเป็น composable service สมัยใหม่ สร้าง API เฉพาะสำหรับ agent เรียกใช้งาน แทนการให้ agent มาใช้ระบบเดิมที่ออกแบบมาเพื่อมนุษย์
  2. ขยาย Orchestration ให้ครอบคลุมทั้งกระบวนการสร้างซอฟต์แวร์ (Orchestration across the full lifecycle.)
    agent หนึ่งตัวทำงานหนึ่งอย่าง เกิดเป็นกิจกรรม (activity) แต่แค่นั้นไม่พอสำหรับโลกธุรกิจที่ต้องการผลลัพธ์สุดท้ายจากซอฟต์แวร์ สิ่งที่อยู่ตรงกลางจึงเป็นเลเยอร์ของการประสานงาน (orchestration) ให้ agent หลายๆ ตัวทำงานร่วมกันได้ สิ่งที่ GitLab ต้องทำคือเปลี่ยนระบบ pipeline หรือ CI/CD ที่เดิมออกแบบมาสำหรับมนุษย์ ให้รองรับการทำงานของ agent ให้ได้
  3. พลังแห่งบริบท (Context is our superpower.)
    เครื่องมือพัฒนาซอฟต์แวร์หลายๆ ค่ายกำลังมุ่งหน้าสู่สิ่งเดียวกันคือ การสร้างโค้ด (code generation) ดังจะเห็นได้จากค่าใช้งาน token ที่เพิ่มสูงขึ้นมาก ทางแก้คือการหาบริบท (context) เพื่อให้โมเดลทำงานได้ดีขึ้น ทั้งการวางแผน เขียนโค้ด ตรวจโค้ด ความปลอดภัย ดีพลอย ฯลฯ สิ่งที่ GitLab กำลังทำคือสร้างโมเดลเชื่อมข้อมูล (connected data model) เพื่อให้ agent ใช้ token น้อยลง แต่ได้ผลลัพธ์ดีขึ้น
  4. มีความสามารถด้านการควบคุมมาให้พร้อม (Governance built into the core.) 
    โลกองค์กรต้องการการควบคุม (governance) ยิ่งในโลกยุค agent องค์กรยิ่งต้องการแพลตฟอร์มที่บอกว่า ใครสามารถทำอะไรได้ (who’s allowed to do what) บอกว่าอะไรเกิดขึ้น และเพราะเหตุใด (what happened and why) และรักษาไม่ให้โค้ดกับข้อมูลสำคัญรั่วไหล ดังนั้นแพลตฟอร์มใหม่ของ GitLab จะมีความสามารถด้าน identity, audit, policy รวมถึงความยืดหยุ่นในการ deploy มาในแกนหลักตั้งแต่แรก
  5. แพลตฟอร์มเดียว ทำงานได้ 3 โหมด (One platform, three modes.)
    โลกยุคคลาวด์สอนให้เรารู้ว่า ระบบใหม่ไม่ได้มาแทนที่ระบบเก่าทั้งหมด เพราะมีความเสี่ยงในการแทนระบบเดิม โลกจะใช้วิธีไฮบริด ซึ่งมีข้อเสียคือแพง ใช้ยาก แต่โลกยุค agentic ก็จะเดินตามรอยเดียวกัน มีทั้งโหมดมนุษย์ล้วน มนุษย์ใช้ AI ช่วย และ AI ทำงานอัตโนมัติ ดังนั้น แพลตฟอร์มใหม่จะต้องมีโมเดลข้อมูลชุดเดียว มีระบบควบคุมเดียว แต่รองรับการทำงานได้ทั้ง 3 โหมด

ที่เหลือเป็นเรื่องโมเดลธุรกิจของ GitLab ที่ต้องปรับให้ยืดหยุ่นมากขึ้น จากเดิมที่ใช้ระบบ subscription (คาดเดาได้ว่าต้องจ่ายเท่าไร) ก็ต้องเพิ่มวิธีคิดเงินตามปริมาณการใช้งานของ agent เข้ามาด้วย (GitHub ก็ต้องเปลี่ยนมาใช้โมเดลนี้)

GitHub ยังประกาศ core values ใหม่ขององค์กรเพื่อพร้อมรับ Act 2 ด้วย มี 3 ข้อคือ

  1. Speed with Quality ใช้ทีมขนาดเล็กลง มีอิสระมากขึ้น รอบการทำงานสั้นลง มาตรฐานสูงขึ้น อะไรที่สามารถใช้ agent ทำได้ก็จะใช้มันทำงานอัตโนมัติ
  2. Ownership Mindset พนักงานมีความเป็นเจ้าของ (steward) มีอิสระ มีอำนาจตัดสินใจ และรับผิดชอบผลลัพธ์นั้น เป้าหมายเพื่อลดลำดับชั้นของการบริหารลง ผู้บริหารลงมาใกล้ชิดกับหน้างานจริงมากขึ้น
  3. Customer Outcomes มุ่งเป้าที่ผลลัพธ์ของลูกค้า ไม่ใช่แผนการหรือเป้าหมายภายในของบริษัท