อ่านบทความ The Rise Of Virtual Production ของ Inverse พูดถึงเทคนิคการถ่ายทำหนังในยุคใหม่ นั่นคือการใช้ virtual screen จอภาพขนาดยักษ์ด้านหลัง ที่สามารถเสกเป็นฉากอะไรก็ได้ จนกลายเป็นคำว่า virtual production
เทคนิคนี้เริ่มใช้ใน The Mandalorian ภาคแรก (ฉายปี 2019) โดยทีม ILM ของ Lucasfilm เป็นผู้บุกเบิก จากนั้นก็ขยับขยายไปยังสตูดิโออื่นๆ ของฮอลลีวู้ดด้วย
ชื่ออย่างเป็นทางการของเทคนิคพวกนี้ ILM เรียกว่า StageCraft แต่ชื่อจอยักษ์อันนี้เรียกว่า The Volume
ข้อดีของการใช้จอ virtual screen
- ควบคุมแสงได้ดั่งใจ ตัวอย่างที่ชัดเจนคือ การถ่ายฉากพระอาทิตย์ตก ซึ่งถ้าไปถ่ายกับพระอาทิตย์จริงๆ จะสามารถถ่ายได้ไม่กี่เทค แต่ถ้าใช้จอ virtual screen จะถ่ายกี่เทคก็ได้เสมอ
- ถ่ายทำได้ในสถานการณ์ที่ไม่เอื้ออำนวยให้ถ่ายจริง เช่น หนัง The Muppets Haunted Mansion ใช้เทคนิคนี้ถ่ายทำในช่วง COVID ที่คนไม่สามารถมาโรงถ่ายกันได้
- การจัดแสงทำได้ง่ายกว่าเทคนิค blue-screen หรือ green-screen แบบดั้งเดิม ไม่ต้องไปลบเอาแสงสีฟ้า/เขียวออกในภายหลัง เห็นแสงจริงที่จะออกในหนังตั้งแต่ตอนถ่ายทำ (the light you see is the light you’ll get)
- กระบวนการถ่ายทำสั้นลง เพราะทุกคนเห็นภาพเดียวกัน พูดคุยและตัดสินใจกันได้แบบเรียลไทม์ ไม่ใช่ต้องรอถ่ายก่อน แล้วนำไป post-production แล้วค่อยกลับมารับ feedback เพื่อไปแก้ไขอีกครั้ง
- นักแสดงเห็น “ของ” ที่อยู่ในฉาก ไม่ใช่เห็นฉากเปล่าๆ สีฟ้าหรือเขียว แล้วต้องจินตนาการว่าเราต้องคุยกับตัวละครหรือมองวัตถุอะไรในฉาก แสดงอารมณ์ความรู้สึกได้จริงๆ ไม่ต้องเฟค
- สามารถถ่ายฉากระเบิดจากมุมไหนก็ได้ โดยไม่ต้องกังวลเรื่องความปลอดภัย แบบเดียวกับเทคนิคพิเศษในอดีต
- ถ่ายฉากที่ต้องไปนอกสถานที่ยากๆ ได้ เช่น ฉากกลางทะเล แก้ปัญหาคนในกองถ่ายเมาเรือ
ข้อเสียของการใช้จอ virtual screen
- ฉากหลังอาจดู “แบน” ไม่ค่อยมีมิตินัก ซึ่งสามารถแก้ไขโดยใช้เทคนิคอื่นร่วมด้วย เช่น ILM ใช้วิธีสร้างฉากจำลองขนาดเล็กขึ้นมาจริงๆ แล้วถ่ายฉากนั้นเก็บไว้ จากนั้นค่อยเอาไปขึ้นจอ The Volume อีกที แทนการเรนเดอร์ CG โดยตรงแล้วขึ้นจอ
- ไม่สามารถทดแทนฉากที่เห็นแสงอาทิตย์ตรงๆ ได้ (direct sunlight)