in Economics

ถ้ารัฐบาลทุกประเทศมีหนี้ แล้วใครคือเจ้าหนี้

ได้ดูคลิป If Every Country is having a Debt Crisis… Who’s Lending the Money ของช่อง The Invisible Hand อธิบายเรื่องหนี้สาธารณะได้ดีมาก เลยนำมาแบ่งปันกันครับ (ตอนนี้มีคนดูไปแล้ว 2 ล้านวิว)

ช่วงหลังๆ เรื่องหนี้สาธารณะเป็นประเด็นความสนใจในประเทศไทยมากขึ้น ในฐานะ ส.ส. ที่อภิปรายทั้งเรื่อง พรก. เงินกู้ 4 แสนล้าน, นโยบายปฏิรูปภาษี และ พรบ. งบประมาณรายจ่ายประจำปี ก็ต้องบอกว่าดีใจที่คนไทยสนใจเรื่องนี้กันมากขึ้นเยอะเลย

คลิปนี้อธิบายปัญหาหนี้สาธารณะ (หนี้ของรัฐบาล) ว่าเกิดขึ้นกับประเทศพัฒนาแล้วแทบทุกแห่ง จริงๆ มันไม่ใช่เรื่องใหม่เลย เกิดขึ้นมาหลายร้อยปีแล้ว เพียงแต่รัฐบาลในอดีตกู้หนี้มาทำสงคราม ส่วนรัฐบาลยุคใหม่เปลี่ยนมากู้หนี้เพื่อทำโครงสร้างพื้นฐานและจ่ายสวัสดิการ (แต่ก็เป็นหนี้อยู่ดี)

การกู้หนี้ของรัฐบาลทำได้ 3 ทางคือ

  1. กู้จากประชาชนในประเทศ (พันธบัตร)
  2. กู้จากสถาบันอื่นของรัฐในประเทศเดียวกัน
  3. กู้จากต่างประเทศ

ความน่ากลัวของหนี้สาธารณะคือมันเป็นการกู้ข้ามกันไปมาที่สลับซับซ้อน แต่ตั้งอยู่บนพื้นฐานอันเปราะบางที่เรียกว่า “ความเชื่อมั่น” (trust) ซึ่งมีราคาที่ต้องจ่ายผ่านดอกเบี้ย ยิ่งเจ้าหนี้เชื่อมั่นว่าจะได้เงินคืนยาก ดอกเบี้ยยิ่งสูง

และอย่าคิดว่า “รัฐบาลจ่ายคืนหนี้ได้เสมอ” เป็นจริงตลอดไป เคยมีรัฐบาลพังพินาศมาแล้วจากกรณีนี้ นั่นคือ นายกรัฐมนตรี Liz Truss ของอังกฤษที่อยู่ได้เพียง 49 วัน หลังประกาศแพ็กเกจการคลังที่นักลงทุน (ผู้ให้กู้) ไม่เชื่อมั่นว่ารัฐบาลจะจ่ายเงินคืนได้

หลายคนอาจบอกว่า ถ้ารัฐบาลไม่มีเงินจ่าย ก็พิมพ์แบงค์ใหม่มาจ่ายสิ ในทางทฤษฎี รัฐบาลพิมพ์เงินได้ไม่จำกัดก็จริง (ตราบเท่าที่คนยังเชื่อมั่นในรัฐบาลอยู่) แต่ในทางปฏิบัติ เมื่อมีเงินถูกเสกเพิ่มเข้ามาในระบบเยอะๆ ปัญหาเงินเฟ้อจะตามมาทันที ดังที่เราเห็นแล้วตอนสหรัฐพิมพ์เงิน (โดยใช้คำว่า QE หรือ quantitative easing) ในช่วง COVID แล้วหลังจากนั้นเงินล้นโลก ข้าวของแพงขึ้นราคาพรวดพราดกันไปหมด

ดังนั้น ในยุคที่ดอกเบี้ยแพง (จาก 2% ขึ้นมาเป็น 4%) ต้นทุนในการกู้หนี้แพง บวกกับข้าวของแพง เงินเฟ้อสูง การแก้ปัญหาหนี้สาธารณะจึงยากขึ้นเรื่อยๆ ยิ่งถ้าประเทศมีหนี้เดิมเยอะอยู่แล้ว ภาระในการจ่ายคืนดอกเบี้ยยิ่งเยอะขึ้นเป็นเงาตามตัว เท่ากับว่ามีพื้นที่ทางการคลัง (fiscal space) ให้นำงบประมาณไปใช้ประโยชน์ได้น้อยลง กรณีของการประท้วงที่ฝรั่งเศสเป็นภาพสะท้อนที่ดีมากของปัญหานี้

ถ้าว่ากันตามตรงแล้ว การแก้ปัญหาหนี้สาธารณะนั้นพูดง่ายแต่ทำยากมาก ถ้าเป็นหนี้เยอะ เราก็แค่ทำ 2 อย่าง

  1. เพิ่มรายได้ (เก็บภาษีเพิ่ม)
  2. ลดรายจ่าย (ประหยัดงบประมาณ ตัดโครงการ)

แต่จะเห็นว่ามันทำยากทั้ง 2 เรื่อง เพราะไม่มีประชาชนคนไหนอยากให้ขึ้นภาษี กับได้สวัสดิการน้อยลง มีงบไปซ่อมถนน ซ่อมสะพานลดลง แรงจูงใจของนักการเมืองในประเทศต่างๆ จึงไม่พยายามแก้ปัญหานี้ เพราะแก้วันนี้ทัวร์ลงทันที แต่ถ้าปล่อยไปก่อน ก็เป็นปัญหาของคนยุคหลังที่จะต้องแก้แทน

ไม่รู้ว่าควรเรียกเป็นโชคดีหรือโชคร้าย แต่ประเทศไทยยังมีโอกาสแก้ปัญหาหนี้สาธารณะได้ง่ายกว่าประเทศพัฒนาแล้ว เพราะเรามีเศรษฐกิจนอกระบบขนาดใหญ่มาก ถ้านำเศรษฐกิจพวกนี้กลับมาเข้าระบบ ก็จะช่วยแก้ปัญหาได้ทันที

  1. เพิ่มรายได้ (ตามเก็บภาษีคนที่อยู่นอกระบบภาษีให้ทัดเทียมกัน)
  2. ลดรายจ่าย (ลดการรั่วไหลจากคอรัปชั่น)

โดยที่เราจำเป็นต้องขึ้นภาษี กับตัดโครงการลงทุนของรัฐ น้อยกว่าประเทศพัฒนาแล้ว (ผมไม่ได้บอกว่าไทยไม่ต้องขึ้นภาษี หรือไม่ตัดโครงการเลยนะครับ แต่จำเป็นน้อยกว่าเพราะมีทางเลือกอื่น)

น่าเสียดายว่า รัฐบาลนี้ไม่สนใจทำทั้ง 2 อย่าง (จะด้วยเหตุผลอะไรก็แล้วแต่) เทคโนแครตเขียนนโยบายสวยหรู แต่ในความจริงก็ไม่มีความกล้าหาญทางการเมืองแม้แต่น้อย น่าเสียดายครับ