in Manga

Gundam Hathaway: The Sorcery of Nymph Circe

หนังภาคสองของไตรภาค Gundam Hathaway ที่ทิ้งห่าง ภาคแรก ถึง 5 ปี (รอบนี้มีโอกาสไปดูในโรงในวันแรกที่ฉายในไทยคือ 26 ก.พ. 69 ด้วย)

ชื่อของภาคนี้ค่อนข้างยาวและเข้าใจยากสักหน่อย The Sorcery of Nymph Circe ความหมายของมันประมาณว่า “พลังเวทย์ของเทพธิดา Circe” ซึ่งหมายถึงพลังจิตพิเศษของ Gigi Andalusia นางเอกของกันดั้มภาคนี้นั่นเอง

มีสปอย์เนื้อหาในเรื่อง

หลังจาก Hathaway ภาคแรกเปิดเรื่องอย่างเร้าใจ ด้วยการแนะนำตัวละครหลักทั้ง 3 คน (Hathaway, Gigi, Kenneth) ผ่านการปล้นยานอวกาศโดยกองทหาร Mafty ตัวปลอม แล้วเรื่องหักมุมด้วย Gigi มีจิตสัมผัสได้ว่า Mafty ตัวจริงคือพระเอก Hathaway นั่นเอง เส้นทางชีวิตของตัวเอกทั้ง 3 คนก็เข้ามาพัวพันกัน โดยมีสงครามระหว่างฝ่าย Mafty กับกองทัพสหพันธ์โลกเป็นฉากอยู่เบื้องหลัง

สงครามในภาคแรกที่เป็นการไล่ล่ากันของหน่วย Kenneth Unit กับฝ่าย Mafty ที่จบด้วยการปะทะกันของกันดั้ม 2 ตัวพี่น้องกันคือ Xi Gundam กับ Penelope แม้จบลงด้วยชัยชนะของ Xi Gundam แต่ก็ถือเป็นน้ำจิ้มของสงครามที่ตามมาในหนังภาคสอง

หนังภาคสองเป็นเหตุการณ์ต่อเนื่องที่ฝ่ายสหพันธ์ของ Kenneth ต้องพยายามไล่ตามหาฝ่าย Mafty ในทะเลแปซิฟิกใต้ ที่ครอบคลุมตั้งแต่ฮ่องกงลงไปถึงออสเตรเลีย ในขณะที่ฝ่าย Mafty เองที่มีเป้าหมายจู่โจมการประชุมใหญ่ของคณะรัฐมนตรีสหพันธ์ ก็ต้องคาดเดาว่าตกลงแล้วงานจะจัดขึ้นที่ไหน ระหว่าง Adelaide ทางใต้ของออสเตรเลีย หรือขึ้นไปจัดที่ Guangzhou ในจีน โดยหน่วยของ Kenneth ตั้งอยู่ที่ Davao ในฟิลิปปินส์ ทำหน้าที่เป็นศูนย์บัญชาการ

ในหนังภาคนี้เราเห็นโครงสร้างองค์กรของฝ่าย Mafty มากขึ้น มีตัวละครโผล่มามากมาย ตัวละครสำคัญคือ Kelia แฟน (ปัจจุบัน) ของ Hathaway ที่ต้องเผชิญกับความสับสนในใจ เพราะรู้ว่ามี Gigi โผล่เข้ามาในซีนเป็น love interest อีกคนของ Hathaway กับอีกส่วนคือกองกำลัง Oenbelli Army ทางตอนเหนือของออสเตรเลียที่เป็นพันธมิตรต่อต้านรัฐบาลโลกด้วยกัน

ฝั่งของ Kenneth เองก็แสดงให้เห็นว่าเขาเป็นผู้บัญชาการทหารที่เก่งกาจทั้งเรื่องงาน และเรื่องผู้หญิง โดยเขามองเห็นความสามารถพิเศษของ Gigi ที่มีญาณหยั่งรู้ (ไม่ว่าจะเป็นแม่หมอหรือ New Type) จึงตั้งชื่อหน่วยตัวเองว่า Circe ตามเทพนิยายกรีก และยึดเอา Gigi เป็นเทพธิดาแห่งชัยชนะ (แม้ระหว่างทางมีแอบเรียกแอร์โฮสเตสคนสวย Mace Flower มาแก้เหงาอยู่บ้าง) ซึ่งพิสูจน์ให้เห็นว่าเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้อง เพราะพลังของ Gigi ถึงขั้นเปลี่ยนผลการรบ พลิกจากแพ้เป็นชนะได้เลย

Gigi นั้นถือเป็นนางเอกที่มีสีสันและความลึกของตัวละครมากที่สุดคนหนึ่งของโลกกันดั้มเลยก็ว่าได้ เธอสวยเปรี้ยวเป็นนางแบบ แต่ก็ไม่ได้ใสซื่อบริสุทธิ์เหมือนนางเอกตามแบบฉบับคนอื่นๆ เพราะเธอเป็น “เมียน้อย” ของท่านบารอนอายุ 80 กว่า แต่กุมบารมีอย่างมากในอวกาศ ในหนังภาคนี้เธอเปิดเผยว่ามีความสัมพันธ์แบบ father complex กับท่านบารอน เข้าใจความเหงาและโดดเดี่ยวของเขาที่ต้องดีลกับกองมรดกจำนวนมหาศาล จนไม่อาจวางใจให้กับลูกหลานได้ แต่สุดท้ายเธอก็ตัดสินใจออกไปใช้ชีวิตของตัวเอง และไล่ตามความรู้สึกไปหา Hathaway (ฉากแต่งบ้านของ Gigi ในฮ่องกงนี่ทำออกมาได้ดีมาก ดูเป็นชีวิตคนจริงๆ)

การไล่ล่ากันของฝ่ายสหพันธ์โลกและ Mafty ในภาคนี้ยังสะท้อนความโหดร้ายของสงคราม การฆ่าล้างหมู่บ้านในออสเตรเลียเหนือ การทรมานเชลยของฝ่ายสหพันธ์โลก (แต่ฉากมันมืดไปหน่อย จะมืดไปไหน) จนมาไคลแมกซ์ด้วยการ rematch กันของ Hathaway กับ Lane Aim อีกรอบหนึ่ง โดยมีฉากหลังเป็นก้อนหิน Ayers Rock อันโด่งดังใจกลางทวีปออสเตรเลีย

การต่อสู้กันรอบนี้ Hathaway ยังใช้ Xi Gundam เหมือนเดิม แต่ Lane Aim ที่หุ่น Penelope พังไปแล้ว จึงเปลี่ยนมาขับหุ่นรุ่นทดสอบ Alyzeus แก้ขัดไปก่อน (Penelope และ Alyzeus เป็นพี่น้องกันในตำนานกรีก) โดย Alyzeus เป็นหุ่นตัวใหม่ของภาคหนังด้วย (ไม่มีในภาคนิยาย)

การออกแบบฉากต่อสู้ของ Gundam Hathaway เป็นการปะทะกันของหุ่นฝาแฝดสองตัว (Gundam 5th Gen) ของบริษัทผลิตอาวุธ Anaheim ที่ขายหุ่นให้กับทั้งสองฝ่าย โดยใส่ไอเดียเรื่องปีกช่วยบิน Flight Form ที่ช่วยให้หุ่นบินเหมือนเครื่องบิน supersonic ในบรรยากาศโลกได้ดีขึ้น

อย่างไรก็ตาม การใช้งาน Flight Form ของหุ่นแต่ละตัวนั้นต่างกัน เพราะ Xi Gundam มี Flight Form ติดตัวมาเลย พับเก็บได้แต่ถอดไม่ได้ แต่ Penelope กลับเป็น 2 ชิ้นแยกกัน คือ มีหุ่นรบปกติ (Odysseus Gundam) และมีอุปกรณ์เสริม Fixed Flight Unit เข้ามาประกอบร่างให้บินได้ ซึ่งกรณีของหุ่น Alyzeus ในภาคสองก็ยึดตามแนวทางเดียวกัน

การต่อสู้กันของ Xi Gundam กับ Penelope ในภาคแรก เหนือท้องทะเลฟิลิปปินส์ตอนใต้ เป็นร่างการบินสู้กันไป (จบลงด้วยชัยชนะของ Xi Gundam) แต่การ rematch ในภาคสอง สู้กันบนท้องฟ้า เหนือ Ayers Rock และมีการต่อสู้กันบนบกด้วย ทีมเขียนบทจึงใส่ทริคเข้ามาคือ หุ่นฐานที่อยู่ภายใน Alyzeus กลับไม่ใช่ Odysseus Gundam แต่เป็น ν Gundam ที่ผลิตแบบ Mass Production

ตรงนี้เลยกลายเป็นปมไคลแมกซ์ตอนท้ายเรื่อง เพราะการโผล่มาของกันดั้มที่หน้าตาแบบเดียวกับ v Gundam ที่ Amuro เคยขับในภาคก่อน (ห่างกัน 12 ปีตามเวลาในเรื่อง) ไปเปิดต่อมความทรงจำของพระเอก Hathaway ที่มีปมกับ Amuro Ray จากภาค Char’s Counter Attack เข้าเต็มๆ เราเลยได้เห็นความขัดแย้งภายในจิตใจของ Hathaway ที่มีต่อสงครามโลก vs อวกาศ และมุมมองของเขาที่ต่างไปจาก Amuro ตรงที่ Amuro เป็นนักบินอย่างเดียว ในขณะที่ Hathaway พยายามแก้ปัญหาด้วย “การเมือง” ในฐานะผู้นำของ Mafty ด้วย

คนที่ติดตาม lore ของ Gundam สายหลัก (Universal Century) มาคงเข้าใจประเด็นนี้ และค่อนข้างว้าวกับคนเขียนบทที่เอาประเด็นนี้มาขับเคลื่อนได้อย่างยอดเยี่ยม แต่คนที่ไม่เคยดู Gundam สาย UC มาอาจจะงงได้ทันที เพราะโผล่มาครบทั้ง Amuro, Char, Quess Paraya เลย

[ถึงขั้น Netflix ต้องทำคลิปเล่า lore สำหรับคนที่ไม่เคยตามดูมาก่อน]

หนังภาคสองจบลงด้วยความบ้าคลั่งของ Hathaway ที่พยายามทำลายหุ่นของ Lane Aim และเกือบฆ่าเขาโดยไม่รู้ตัว แต่เสียงของ Gigi กลับช่วยดึงสติของเขากลับมาได้ ความสัมพันธ์ของพระนางสองคนนี้จะเป็นอย่างไรต่อไป คงต้องไปตามกันต่อในภาคสาม ซึ่งก็ไม่รู้ว่าจะต้องรอกันอีกนานแค่ไหน เพราะสองภาคแรกทิ้งห่างกันถึง 5 ปี

หนังยังได้โปรยปมอื่นของภาค 3 เอาไว้ 2 ส่วนคือ

  • การกลับสู่สมรภูมิของ Bright Noa ซึ่งจะเป็นสงครามพ่อ vs ลูกโดยไม่รู้ตัว
  • บทบาทของ Quack Salver ผู้อยู่เบื้องหลังของขบวนการ Mafty และผู้ชักจูง Hathaway เข้าสู่ขบวนการนี้

สิ่งที่ต้องชมมากๆ ของภาคนี้คือเรื่องงานภาพที่สวยงาม สมจริง อลังการ เห็นได้ชัดว่าลงทุนกับงานภาพ งานออกแบบตัวละคร (ภาคหนังออกแบบตัวละครโดย Pablo Uchida ที่มีผลงานในเกม Hideo Kojima หลายเกม) สถานที่ หุ่นรบ อย่างมาก จุดที่น่าติคงมีเรื่องเดียวคือ ฉากที่มืดมันมืดจริงๆ (สมจริงเกิน) ทั้งสงครามที่ Oenbelli ทางตอนเหนือของออสเตรเลีย และสงครามที่ Ayers Rock ตอนเช้ามืด มันมืดจนไม่ค่อยเห็นรายละเอียดของหุ่นเท่าไรนัก

อีกประเด็นที่ประทับใจคงเป็นการใช้เพลงประกอบ ซึ่งไปเอาเพลง Sweet Child O’ Mine ของ Guns N’ Roses มาใช้ เพราะเนื้อหาของหนัง (ความดึงดูดของ Gigi ที่มีต่อ Hathaway สะท้อนไปยังความทรงจำเรื่อง Quess) เข้ากับเนื้อเพลงดั้งเดิมมาก

ดูจบแล้วค่อนข้างประทับใจในความสามารถของลุง Tomino ที่สามารถแต่งเรื่องที่มีความซับซ้อน และความลึกของตัวละครในระดับนี้ได้ ตั้งแต่เมื่อ 36 ปีก่อน (1989) และประทับใจการตีความของทีมสร้างในยุคปัจจุบัน ที่นำโครงเรื่องไปสร้างออกมาเป็นภาพยนตร์ที่ realistic สมบูรณ์ยิ่งขึ้นไปอีก

ป.ล. เนื่องจากดูหนังเวอร์ชัน subtitle ภาษาไทย เลยไม่ค่อยคุ้นกับชื่อเรียกภาษาไทยบางคำ เช่น คซี (หมายถึง Xi) หรือ อายส์ร็อค (Ayers Rock) เลยมีงงอยู่บ้างตอนดูในโรง เพราะคุ้นกับการเห็นตัวสะกดเป็นภาษาอังกฤษมากกว่า